7 เรื่องน่ารู้ ก่อนตัดสินใจเสริมคาง

เรื่องน่ารู้ ก่อนเสริมคาง

การทำศัลยกรรมเสริมคาง ปรับใบหน้าให้เรียวเล็ก กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะผู้หญิง การมีโครงหน้าที่สวยงามได้รูป ย่อมช่วยทำให้ใบหน้าดูโดดเด่นขึ้นมาได้ คางเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับใบหน้าได้ การรูปร่างของคางที่ได้สัดส่วน จะทำให้ใบหน้าดูสวยมีมิติ การเสริมคางสามารถปรับแต่งแก้ไขรูปร่างของคางให้ดีขึ้นได้ วันนี้เรามีข้อมูลน่ารู้ ก่อนตัดสินใจเสริมคางมาฝากกัน

เสริมคาง

  1. อายุที่เหมาะกับการเสริมคาง การเสริมคางควรเลือกทำหลังจากที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่แล้ว อายุที่เหมาะสมสำหรับการเสริมคางคือ 18 ปีขึ้นไป
  2. การเลือกโรงพยาบาล ควรเลือกทำกับโรงพยาบาลหรือคลินิกที่มีมาตรฐานเท่านั้น มีศัลยแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ก่อนการตัดสินใจควรเลือกเอาไว้อย่างน้อย 2 – 3 แห่ง จากนั้นลองเข้าไปขอคำปรึกษา เพื่อพูดคุยสอบถามเรื่องค่าใช้จ่าย รวมทั้งการขอดูผลงานที่ผ่านมาของแพทย์ท่านนั้น เพื่อประกอบการตัดสินใจ
  3. วัสดุที่ใช้ในการเสริมคาง การเสริมคางโดยทั่วไปจะใช้ซิลิโคนแท่ง การฉีดไขมันหรือสารเสริมคาง ซิลิโคนที่นำมาใช้เสริมคางจะเป็นชนิดเดียวกันกับชนิดที่นำมาใช้เสริมจมูก การเสริมคางทำได้ 2 วิธี คือการผ่าตัดภายในช่องปากกับการผ่าตัดภายนอกช่องปาก ส่วนการฉีดเสริมคางนั้นจะนำเอาไขมันหรือสารฟิลเลอร์ฉีดเสริมคาง เป็นวิธีเสริมคางอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
  4. ขนาดของคางที่เหมาะสม การเสริมคางนั้นจะต้องพิจารณารูปร่างของใบหน้าโดยรวม เพราะถ้าหากเสริมคางมากจนเกินไป จะทำใบหน้าดูแข็งไม่สวยงาม ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเสริมคางให้ได้สัดส่วนกับใบหน้าเดิม หากเสริมคางมากเกินไป จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกระดูกและผิวหนังในอนาคตได้
  5. การเตรียมตัวก่อนการเสริมคาง ก่อนเข้ารับการทำศัลยกรรม จะต้องงดการรับประทานยาประเภท สเตียรอยด์ หากมีการรับประทานอาหารเสริม ควรแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย ก่อนการทำการศัลยกรรมจะต้องทำความสะอาดช่องปากให้เรียบร้อย
  6. การดูแลคางหลังการผ่าตัด หลังการผ่าตัดจะทำให้เกิดอาการบวมช้ำ ให้ประคบเย็นเพื่อลดอาการปวดบวม หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะกระทบกระเทือนบริเวณคาง งดอาหารรสจัด หลังรับประทานอาหารจะต้องบ้วนปากด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อภายในช่องปาก
  7. ระยะเวลาในการฟื้นตัว อาการบวมบริเวณแผลผ่าตัดจะอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ จากนั้นรูปร่างของคางจะเข้าที่และหายเป็นปกติ ภายในระยะเวลา 1 – 2 เดือน

ก่อนการตัดสินใจทำศัลยกรรมเสริมคาง ควรศึกษาข้อมูลให้ดีเสียก่อน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยการเข้าไปปรึกษาพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ให้เลือกโรงพยาบาลที่น่าเชื่อถือ เพื่อให้ได้รูปร่างคางสวยตามที่ต้องการ

ยกกระชับใบหน้า ด้วยสารไฮยาลูโลนิก

ยกกระชับใบหน้า ด้วยสารไฮยาลูโลนิก

ใบหน้าหย่อนคล้อย ไม่ได้รูป เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงทำให้ผู้หญิงหลายคน ต้องแสวงหาวิธีการทำศัลยกรรม เพื่อแก้ไขใบหน้าที่หย่อนยาน ให้กลับมาตึงกระชับ เข้ารูปได้เหมือนดังเดิม การทำศัลยกรรมให้ใบหน้ากระชับนั้น มีหลากหลายวิธี วันนี้เราข้อมูลเกี่ยวกับการยกระชับใบหน้าแนวใหม่มาฝากกัน

ยกกระชับใบหน้า

สารไฮยาลูโลนิกคืออะไร

สารไฮยาลูโลนิกมีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ หากผิวหนังขาดน้ำหล่อเลี้ยงผิวก็จะทำให้ผิวหนังเกิดการหย่อนคล้อย การเติมสารไฮยาลูโรนิกลงไปในผิว จึงเป็นการเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวได้มากขึ้น ช่วยทำให้ผิวหนังมีความหนาตัวมากขึ้น

ประโยชน์จากการทำให้ผิวหนังหนาตัวขึ้น

  • ทำให้ผิวหนังมีความนุ่มชุ่มชื่น ทำให้ผิวพรรณสดใส
  • เมื่อผิวหนังมีความหนาตัวมากขึ้น จะช่วยทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ลดลง
  • ผิวหนังหนาตัวขึ้น จะทำให้รอยดำรอยแดงต่าง ๆ ค่อย ๆ หายไป
  • ช่วยยกกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อย ให้กลับมากระชับดังเดิม

การเติมน้ำให้ผิวด้วยการใช้สารไฮยาลูโลนิก

สารไฮยาลูโลนิก ก็คือสารฟิลเลอร์ที่เราเคยได้ยินกันบ่อย ๆ หลังจากการฉีดสารไฮยาลูโลนิกลงไปในชั้นใต้ผิวหนังแล้ว จะทำให้ใบหน้าดูอวบอิ่ม การฉีดสารไฮยาลูโลนิกไม่สามารถฉีดบริเวณผิวหนังชั้นบนได้

เทคนิคการฉีด

การฉีดสารไฮยาลูโลนิกสามารถใช้เข็มปลายทู่และเข็มคมในการฉีด เพราะเป็นการฉีดตื่น ๆ ที่บริเวณผิว จึงไม่ก่อให้เกิดอันตราย โดยการฉีดด้วยเข็มคม จะใช้วิธีการฉีดเป็นหยดเล็ก ๆ กระจายทั่วใบหน้า หลังการฉีดประมาณ 1 – 2 สัปดาห์จะพบว่าผิวหนังบริเวณใบหน้า มีความเต่งตึง สดใสมากยิ่งขึ้น ทำให้ใบหน้าดูอิ่มน้ำ ช่วยแก้ปัญหารอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้น เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ ควรทำซ้ำใน 1 – 3 เดือนอย่างต่อเนื่อง 3 – 5 ครั้ง เมื่อทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ผิวอยู่ตัว ใบหน้าเกิดการยกกระชับมากขึ้น ความหย่อนยานของผิวจะค่อย ๆ หายไป

ผลข้างเคียง

การฉีดสารไฮยาลูโลนิกเข้าสู่ผิวนั้น เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยอย่างมาก เนื่องจากสารไฮยาลูโลนิก เป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในผิวหนัง จึงไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ ส่วนอาการแพ้หลังการฉีดนั้น เกิดจากสารที่ใช้มีตัวยาที่ไม่บริสุทธิ์ ในการปนเปื้อนของโปรตีนระหว่างการผลิต ดังนั้นจึงต้องมีการคำนึงถึงคุณภาพของตัวยาเป็นสำคัญ การใช้ตัวยาที่แพงแต่มีคุณภาพดี จะทำให้ผลการรักษาเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเติมสารไฮยาลูโลนิกให้แก่ผิว เป็นวิธีการทำศัลยกรรมที่ไม่จำเป็นต้องทำการผ่าตัด เพราะสารไฮยาลูโลนิกเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในผิวอยู่แล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการแพ้ หลังจากทำการรักษาเสร็จแล้ว จะทำให้ผิวกระชับ ทำให้ผิวดูอิ่มน้ำ ผิวพรรณดูสดใสมากยิ่งขึ้น

ผ่าตัดลดไขมันลดพุง ให้ปลอดภัย

2 แนวทางในการ ผ่าตัดลดไขมันลดพุง

การมีไขมันสะสมตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้รูปร่างขาดความกระชับ โดยเฉพาะไขมันที่สะสมอยู่บริเวณพุง เป็นจุดที่มองเห็นได้ง่าย ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจไปเลย เพราะทุกคนก็อยากมีหน้าท้องที่แบนราบ กระชับได้สัดส่วน วันนี้เรามีวิธีการขจัดไขมันหน้าท้อง ด้วยกระบวนการทางศัลยกรรมมาฝากกัน

ผ่าตัดลดไขมันลดพุง

การขจัดไขมันด้วยวิธีการศัลยกรรมนั้น ถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ การดูดไขมัน กับการผ่าตัดลดพุง มีจุดประสงค์เพื่อช่วยขจัดไขมันบริเวณหน้าท้องให้มีจำนวนน้อยลง เปลี่ยนพุงยุ้ยให้กลายเป็นหน้าท้องที่แบนราบ การผ่าตัดไขมันหน้าท้องและการแก้ไขหน้าท้องที่หย่อนยาน จะทำให้หน้าท้องตึงกระชับมากยิ่งขึ้น การผ่าตัดจะทำการตัดไขมันและผิวที่อยู่บริเวณท้องส่วนล่างออกไป จึงนั้นจึงดึงกล้ามเนื้อให้กระชับ แต่ในส่วนของการดูดไขมัน วิธีนี้จะเหมาะสำหรับการขจัดไขมันสะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยการเจาะรูเล็ก ๆ แล้วสอดท่อเข้าไปเพื่อทำการดูดไขมันส่วนเกินออกมา มีข้อดีคือไม่ต้องผ่าตัดเปิดแผลกว้าง สามารถเจาะรูเล็ก ๆ ในตำแหน่งที่เหมาะสม แล้วจึงสอดเครื่องมือเข้าไปใต้ผิวหนัง เพื่อดูดไขมันในบริเวณนั้นออกมา

เทคนิคการผ่าตัดไขมันลดพุง
การผ่าตัดเพื่อขจัดไขมันรอบพุงนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละคน
• การผ่าตัดแบบย่อ วิธีการผ่าตัดด้วยวิธีนี้จะกระชับเฉพาะหน้าท้องส่วนล่าง บริเวณที่ต่ำกว่าสะดือ เป็นการผ่าตัดเฉพาะผิวหนังและไขมันส่วนเกินออกไป ไม่ต้องมีการตกแต่งสะดือใหม่ เวลาที่ใช้ในการผ่าตัดประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง จะใช้ยาสลบหรือยาชาร่วมด้วย การผ่าตัดด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยตั้งครรภ์มาก่อน แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีหน้าท้องหย่อนยาน
• การผ่าตัดแบบเต็ม การผ่าตัดวิธีนี้จะเป็นการผ่าตัดเพื่อกระชับหน้าท้องทั้งหมด โดยจะทำการตัดหนังระหว่างสะดือและหัวเหน่าออกให้หมด เนื่องจากผิวหนังเดิมที่อยู่เหนือสะดือ จะถูกดึงข้ามสะดือมาที่หัวเหน่า จะต้องทำการย้ายสะดือใหม่ การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 2 – 4 ชั่วโมง จะทำให้เกิดรอยแผลเป็นจากการแผลผ่าตัด บริเวณเหนือหัวเหน่า การผ่าตัดในรูปแบบนี้ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ผ่านการตั้งครรภ์มาแล้ว

ในบางกรณีอาจจะใช้การผ่าตัดหน้าท้อง ร่วมกับการดูดไขมัน ทำได้ด้วยการผ่าตัดไขมันหน้าท้องแบบย่อหรือแบบเต็ม หลังจากนั้นก่อนที่จะทำการเย็บปิดแผล จะทำการดูดไขมันในบริเวณหน้าท้องเพิ่ม วิธีนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีไขมันด้านข้างมาก

การผ่าตัดและการดูดไขมันหน้าท้องนั้น เป็นวิธีการศัลยกรรม เพื่อช่วยขจัดไขมันส่วนเกินในบริเวณหน้าท้อง ทำให้หน้าท้องแบน ได้รูปมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยแก้ไขหน้าท้องที่หย่อนยาน มีทั้งการผ่าตัดแบบย่อและแบบเต็ม ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง

แก้ไขปัญหาริ้วรอย ด้วยการทำโฟรท็อกซ์

โฟรท็อกซ์

ริ้วรอยที่เริ่มปรากฏบนใบหน้านั้น ปัจจัยหลักเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้เนื้อเยื้อบริเวณใบหน้า ไม่กระชับเต่งตึงเท่าที่ควร ทำให้ผู้หญิงหลายคน ต้องหาวิธีขจัดริ้วรอย เพื่อให้ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัย ในปัจจุบันได้มีการทำศัลยกรรมหลายแบบ ที่ช่วยจัดการริ้วรอย ล่าสุดได้มีการใช้เทคโนโลยีในการขจัดริ้วรอย โดยการใช้ความเย็น ที่มีชื่อว่าโฟรท็อกซ์ วันนี้เราลองมาดูกันว่า การทำโฟรท็อกซ์มีข้อดีอย่างไรบ้าง

การทำโฟรท็อกซ์

โฟรท็อกซ์คืออะไร

โฟรท็อกซ์เป็นเทคโนโลยีใหม่ในการดูแลความสวยความงาม มีประโยชน์ในการจัดการริ้วรอย เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการฉีดโบท็อกซ์ การทำโฟรท็อกซ์นั้นสามารถขจัดริ้วรอยได้ทันที หลังเข้ารับการรักษา ได้ผลลัพธ์ทันที ไม่ต้องรอนานเหมือนการฉีดโบท็อกซ์ อีกทั้งการศัลยกรรมด้วยวิธีนี้ ยังไม่มีการใช้สารเคมี มีหลักการในการใช้ความเย็นเพื่อทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื้อ

การใช้ความเย็นในการรักษา

การใช้ความเย็นในการรักษามีมาตั้งแต่ในสมัยอดีต เพราะในวงการแพทย์ต่างก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ เพราะการใช้ความเย็นในการรักษานั้น นอกจากจะใช้ในการรักษาริ้วรอย เพื่อประโยชน์ทางด้านความสวยความงามแล้ว ยังมีการใช้สำหรับการฟื้นฟูร่างกายในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้รักษาโรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหรือข้อต่ออักเสบ การใช้ความเย็นในการห้ามเลือดสำหรับผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ

การลดริ้วรอยด้วยโฟรท็อกซ์

การใช้โฟรท็อกซ์เพื่อรักษาริ้วรอย จะใช้ความเย็นผสมกับไนตรัสออกไซด์เหลว จะส่งผลทำให้การทำงานของเส้นประสาท ที่ทำหน้าที่ควบคุมการขมวดตัวของกล้ามเนื้อ ในร่างกายของมนุษย์มีธาตุไนตรัสออกไซด์ตามธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นการนำไนตรัสออกไซด์เหลวเข้าไปในร่างกาย จึงถือว่ามีความปลอดภัยและเป็นธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามควรฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แพทย์ต้องเข้าใจเทคนิคในการฉีดเป็นอย่างดี

ผลลัพธ์ที่ได้

หลังการทำโฟรท็อกซ์จะทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ดูจางลง เนื่องจากเป็นการใช้ความเย็นเพื่อหยุดการทำงานของเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อบนใบหน้า จึงทำให้ใบหน้าผ่อนคลาย ผลการรักษาจะสามารถอยู่ได้นานประมาณ 3 – 4 เดือน ทำให้ใบหน้าดูสวยอย่างเป็นธรรมชาติ การทำโฟท็อกซ์ในแต่ละครั้งจะมีราคาอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 17,500 บาท เป็นราคาที่มีความใกล้เคียงกับการฉีดโบท็อกซ์ แต่เป็นวิธีรักษาริ้วรอยที่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า

การรักษาริ้วรอยด้วยความเย็นที่มีชื่อเรียกว่าโฟท็อกซ์ เป็นทางเลือกที่จะช่วยขจัดปัญหาริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหลังจากการรักษา สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันที เป็นวิธีการรักษาที่มีความปลอดภัยสูง เพราะปราศจากการใช้สารเคมีในการรักษา